พระสัมมาสัมพุทธเจ้า#เราไม่รีบเป็นพระอรหันต์#เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอด...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ#พระพุทธเจ้าเป็นพระสมัญญานามที่ใช้เรียกพระบรมศาสดาของศาสนาพุทธ #พระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานต่างนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ฝ่ายเถรวาทให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันคือ "พระโคตมพุทธเจ้า" ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระองค์ที่ 4 ในภัทรกัปนี้ .. #วิมุตติความหลุดพ้น#เกาะที่น้ำท่วมไม่ถึง#คําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย#สัพพะปาปัสสะอะกะระณังการไม่ทำบาปทั้งปวง#กุสะลัสสูปะสัมปะทาการทำกุศลให้ถึงพร้อม#สะจิตตะปะริโยทะปะนังการชำระจิตของตนให้ขาวรอบ#เอตังพุทธานะสาสะนัง#ธรรม๓อย่างนี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย#ขันตีปะระมังตะโปตีติกขาขันติคือความอดกลั้น#เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง#นิพพานังปะระมังวะทันติพุทธา#ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง#นะหิปัพพะชิโตปะรูปะฆาตีผู้กำจัดสัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย#สะมะโณโหติปะรังวิเหฐะยันโต#ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย#อะนูปะวาโทอะนูปะฆาโต#การไม่พูดร้ายการไม่ทำร้าย#ปาติโมกเขจะสังวะโรการสำรวมในปาติโมกข์ มัตตัญญุตาจ ภัตตัสมิงความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคปันตัญจะสะยะนาสะนังการนอนการนั่งในที่อันสงัดอะธิจิตเตจะอาโยโคความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่งเอตังพุทธานะสาสะนังธรรม๖อย่างนี้เเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย, ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ นำ (หันทะ มะยัง ปัจฉิมะพุทโธวาทะปาฐัง ภะณามะ เส) หันทะทานิ ภิกขะเว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือน, อามันตะยามิโว, ท่านทั้งหลายว่า วะยะธัมมา สังขารา, สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด, อะยัง ตะถาคะตัสสะ นี้เป็นพระวาจาในครั้งสุดท้าย ของพระ- ปัจฉิมาวาจา. ตาถาคต. ปัญจอภิณหปัจจเวขณปาฐะ ชะราธัมโมมหิ, (อ่านว่า ธัม-โมม-หิ) เรามีความแก่เป็นธรรมดา, ชะรัง อะนะตีโต (ตา) ล่วงความแก่ไปไม่ได้, พะยาธิธัมโมมหิ, เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา, พะยาธิง อะนะตีโต, (ตา) ล่วงความเจ็บไข้ไปไม่ได้, มะระณะธัมโมมหิ, เรามีความตายเป็นธรรมดา, มะระณัง อะนะตีโต (ตา), ล่วงความตายไปไม่ได้, สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ, เราละเว้นเป็นต่าง ๆ คือว่า พลัดพราก นานาภาโว วินาภาโว, ของรัก ของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง, กัมมัสสะโกมหิ, เราเป็นผู้มีกรรมเป็นของ ๆ ตน, กัมมะทายาโท, เป็นผู้รับผลของกรรม, กัมมะโยนี, เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด, กัมมะพันธุ, เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, กัมมะปะฏิสะระโณ, เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, ยัง กัมมัง กะริสสามิ, จักทำกรรมอันใดไว้, กัลยาณัง วา ปาปะกังวา, ดีหรือชั่ว, ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสานิ, จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น, เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง, เราทั้งหลายพึงพิจารณาเนือง ๆ ปัจจะเวกขิตัพพัง. อย่างนี้แล #มรรคจิตผลจิตธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละมันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่งพอจิตดวงเก่ามันดับไปจิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป#มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิทวนกระแสเข้ามาขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะแล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะคาบลูกคาบดอก ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน #ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะแต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ #ทำไมไม่ใช่ปุถุชนเพราะมันปล่อยขันธ์แล้วขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิต ไม่ใช่พระอริยะ เพราะยังไม่เข้ามาถึงธาตุรู้ ไม่เข้าถึงพระนิพพาน ตัวธาตุรู้นั่นแหละเป็นตัวไปเห็นพระนิพพาน #ตรงนี้นะเรียกว่าโคตรภูญาณญาณข้ามโคตรมีปัญญาข้ามโคตร ข้ามโคตรจากโคตรไหนมาสู่โคตรไหน? จากโคตรของปุถุชนมาสู่โคตรของอริยชน#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆคนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอเพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้วเธอก็จะบรรลุนิพพานได้การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้นจิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิเพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรคเบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ ไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง พวกเรายังไม่เคยเห็น เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง พวกนี้พวกสัสตะทิฐิ มีของที่เที่ยงคงที่ อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลย กระทั่งสติ พวกนี้หลงไปล่ะ คิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย นี่พวกอุจเฉททิฐินะ นิพพานมีนะ นิพพานมีสภาวะรองรับ สภาวะของนิพพานคือสันติ คือความสงบนั่นเอง สงบจากอะไร สงบจากกิเลส สงบจากอะไร สงบจากความปรุงแต่ง สงบจากอะไร สงบจากการแบกหามขันธ์นะ ดังนั้นเราภาวนานะ #เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา#เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเราย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี #บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้วไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวงย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตายดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น #สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดีภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดีพระพุทธเจ้าแสวงหาคุณ อันใหญ่ได้ตรัสไว้ว่าสิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ#ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดัง บุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น เราไม่มีความคิดว่า

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กราบพระพุทธเจ้า#โลกราบเป็นหน้ากลอง#ทางสิ้นภพ#การบรรลุมรรคผล#อนุปาทาปรินิ...